
หม่ำ ๆ ให้ Yummy! ด้วยเทคโนโลยี AI Food Scanner
หากพูดถึงการดูแลเด็กน้อยสักคนหนึ่งให้เติบโตแล้ว เรื่องสำคัญหลัก ๆ ก็คงไม่พ้นเรื่องของ “อาหารและโภชนาการ” ที่เด็ก ๆ ในแต่ละช่วงวัยสมควรที่จะได้รับสารอาหารให้ตรงตามหลักอย่างเพียงพอ เพื่อเสริมสร้างการเติบโตของร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง และการมีพัฒนาการที่ดีสมวัย
และเพื่อเป็นการต้อนรับเจเนอเรชันใหม่ของโลกอย่าง “เจนเบต้า” เราจึงอยากชวนมารู้จักอีกหนึ่งนวัตกรรมตัวช่วยด้านโภชนาการอาหารของเด็ก ๆ อย่าง “AI Food Scanner” ที่มีหน้าที่ประเมินและวิเคราะห์สารอาหารให้เด็ก ๆ ได้รับอย่างถูกต้องสมวัยและเพียงพอต่อการเจริญเติบโต ทั้งยังเชื่อมโยงกับพัฒนาการด้านอื่น ๆ ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น พร้อมรับมือเทรนด์การบริโภคอาหารที่เปลี่ยนแปลงไปในอนาคต
(Tanaphong Toochinda / Unsplash)
AI Food Scanner “Yum-Yum Kids”
เนื่องด้วยอัตราการเกิดของเด็กในช่วงหลังที่ลดลงในประเทศเกาหลีใต้ ทำให้หลาย ๆ พื้นที่หันมาให้ความสำคัญกับการดูแลประชากรเด็กมากขึ้น โดยครอบคลุมตั้งแต่ด้านสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ที่ต้องเอื้ออำนวยแก่การเรียนรู้ของเด็ก ๆ ไปจนถึงในเรื่องพฤติกรรมการรับประทานอาหาร เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเด็ก ๆ จะได้รับสารอาหารที่เพียงพอ รับประทานอาหารครบถ้วนตามหลักโภชนาการ เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะทุพโภชนาหรือความเสี่ยงในการเกิดโรคอ้วนในเด็ก
ปัญหาเหล่านี้ได้สร้างความกังวลให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองในเกาหลีเป็นอย่างมาก และเพื่อรับมือกับปัญหานี้ ทำให้เขตจงโน ในกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ได้ร่วมมือกับ Nuvilab บริษัทผู้นำด้านการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลของอุตสาหกรรมอาหาร ด้วยเทคโนโลยี AI Food Scanner ที่สามารถวิเคราะห์ประเภทและปริมาณของอาหารได้อย่างแม่นยำแบบเรียลไทม์ สร้างสรรค์เป็นนวัตกรรมที่ชื่อ “Yum-yum Kids” ซึ่งเป็นการบูรณาการเครื่องสแกนอาหารด้วยปัญญาประดิษบ์ (AI Food Scanner) เข้ากับศูนย์ดูแลเด็ก โดยโครงการนี้ได้ริเริ่มมาตั้งแต่ในเดือนมีนาคม 2023 เพื่อปฏิวัติพฤติกรรมการรับประทานอาหารของเด็ก ๆ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
การวิเคราะห์ปริมาณอาหารทั้งก่อนและหลังด้วยเทคโนโลยี AI Food Scanners ของ Nuvilab สามารถระบุอัตราส่วนของการบริโภคได้อย่างแม่นยำ ส่งผลให้เด็ก ๆ มีสุขภาวะด้านโภชนาการที่ดีมากขึ้น นอกจากนี้ AI Food Scanners ยังช่วยวิเคราะห์โภชนาการอาหารให้กับเด็ก ๆ ได้เป็นรายบุคคล โดยจะคำนึงถึงแคลอรี โปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมันที่เด็ก ๆ ควรจะได้รับอย่างเพียงพอ เพื่อให้ผู้ปกครองได้คลายความกังวลในเรื่องพฤติกรรมการบริโภคของลูกน้อย
(DC Studio / Freepik)
ความน่าสนใจของเครื่อง AI Food Scanner นี้ ยังถูกเพิ่มเติมด้วยการออกแบบตัวเครื่องที่ดึงดูดความสนใจของเด็ก ๆ ด้วยตัวละครสุดน่ารัก ที่ทำให้เด็ก ๆ มีความสุขในการรับประทานอาหารมากขึ้น และช่วยส่งเสริมพฤติกรรมการกินที่สมดุล ที่สำคัญกระบวนการทำงานของเครื่องยังสามารถรายงานผลการบริโภคประจำวันของเด็ก ๆ ให้กับพ่อแม่ ผู้ปกครองรับรู้ และสามารถช่วยส่งเสริมพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพให้กับลูก ๆ ได้ต่อไป
ด้วยความสำเร็จของโครงการ Yum-yum Kids จึงยังได้รับการขยายไปใช้ยังศูนย์ดูแลเด็กในแทบทุกพื้นที่ของเขตจงโนตั้งแต่เดือนมกราคม 2024 ในเบื้องต้น มีเด็ก ๆ เข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 220 คน โดยผู้ปกครองมีอัตราความพึงพอใจถึง 90% และมีความเชื่อมั่นในศูนย์ดูแลเด็กเพิ่มขึ้นอีก 88%
นวัตกรรมของเขตจงโนแห่งนี้ยังได้รับความสนใจจากนานาชาติ และได้รับการยกย่องจากรัฐบาลเกาหลีใต้ให้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างเมืองอัจฉริยะ (Smart City) โดยมีผู้แทนจากไต้หวันและญี่ปุ่นเดินทางมาเพื่อเยี่ยมชมและเรียนรู้นวัตกรรม AI Food Scanner ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงศักยภาพด้านอุตสาหกรรมอาหารของประเทศ โดย Nuvilab มีความพยายามที่จะขยายตลาดในเกาหลีใต้ให้สอดคล้องกับพัฒนาการของเด็ก ๆ รวมไปถึงความตั้งใจที่จะขยายไปให้ถึงตลาดโลกในอนาคต
(Freepik)
เพราะเรื่องกินเรื่องใหญ่ แล้วเจนเบต้ากินอย่างไร?
โลกในวันนี้เดินทางมาถึงยุคที่คนเจนมิลเลนเนียนหรือเจนวาย และเจนซี เริ่มเปลี่ยนบทบาทคนเองกลายมาเป็นพ่อแม่อย่างเต็มตัว ซึ่งลูก ๆ ของทั้งสองเจเนอเรชันที่เกิดและเติบโตจากนี้ก็คือ “เจเนอเรชันเบต้า” ที่กำลังจะกลายมาเป็นผู้นำของการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ
แน่นอนว่าผู้เป็นพ่อแม่ย่อมมีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดพฤติกรรมที่หลากหลายไปสู่ลูกน้อย รวมถึงพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ที่จะถูกส่งต่อให้กับลูก ๆ เจนเบต้าต่อไป ดังนั้นนอกจากการถ่ายทอดพฤติกรรมการกินที่เหมาะสมแล้ว คุณพ่อคุณแม่ของเด็กยุคใหม่ยังจำเป็นต้องสอนให้ลูกน้อยได้รู้จักการปรับตัว เนื่องด้วยสภาพแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น การสอนให้เด็ก ๆ รู้ว่า อาหารไม่ใช่เพียงสิ่งที่อยู่บนจานเท่านั้น แต่คือความยืดหยุ่นและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าที่สุด หรือการหมั่นสังเกตพฤติกรรมและการเปลี่ยนแปลงด้านการกินของลูกน้อย อย่างภาวะการแพ้อาหารที่มีความซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ ในปัจจุบันและอนาคต
การเติบโตขึ้นมาพร้อมกับโอกาสในการเข้าถึงอาหารนานาชาติหลากหลายชนิด และเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างปัญญาประดิษฐ์ และการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์ด้านอาหารจากทั่วโลก ซึ่งได้รับการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดียและแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ จะไม่ได้เป็นเพียงข้อมูลที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตของเหล่าเบต้าเจเนอเรชันเท่านั้น แต่ “อาหาร” ยังอาจกลายเป็นอีกหนึ่งตัวกลางในการเชื่อมโยงเด็ก ๆ รุ่นใหม่เข้ากับถูมิหลังทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และความยั่งยืนที่เชื่อมถึงกันไปทั่วโลก จนในที่สุดอาหารในอนาคตจะไม่ได้ถูกแบ่งหรือจำกัดว่าควรอยู่ที่ภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งอีกต่อไป
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่พ่อแม่ยุคใหม่ได้ส่งต่อแนวคิดการบริโภคอาหารให้กับเจนเบต้า ไม่ควรเป็นเพียงแค่การส่งผ่านความชอบหรือรสนิยมด้านอาหารเท่านั้น แต่ยังควรส่งต่อแนวทางในการจัดการอาหารที่ครอบคลุมในทุก ๆ มิติ โดยคำนึงถึงความสามารถในการเรียนรู้ของเด็ก ๆ และผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมการบริโภค การคัดสรรอาหารที่มีคุณภาพ ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์ที่ปลอดภัย และการลดขยะอาหารที่กำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ของโลกวันนี้ เพื่อว่าเด็ก ๆ จะสามารถออกแบบและสร้างพฤติกรรมการรับประทานอาหารของตนเองได้อย่างเหมาะสมกับบริบทโลกในอนาคตได้อย่างดีที่สุดนั่นเอง
ที่มา : บทความ “Nutrition for kids: Guidelines for a healthy diet” โดย Mayo Clinic
บทความ “Kid’s Healthy Eating Plate” จาก nutritionsource.hsph.harvard.edu
บทความ “Yum-Yum Kids Analyzes Food Intake Before and After Meals” โดย Laura McQuarrie
บทความ “Jongno District in Seoul partners with Nuvilab Food AI to innovate Childcare Nutrition” จาก vktr.com
บทความ “Innovative food tech: Nuvilab’s AI meal scanners boost healthy nutrition” โดย Jolanda van Hal
บทความ “How To Prevent Food Allergies in Kids” โดย Carrie Macmillan
บทความ “ความรู้ด้านโภชนาการสำหรับเด็ก” จาก vibhavadi.com
บทความ "การแพ้อาหารในเด็ก" เรื่องไม่เล็กที่คุณพ่อคุณแม่ต้องเตรียมพร้อม" จาก bangkokhospitalhuahin.com
บทความ “Generation Beta—Why 2025 Marks The Beginning Of A New Food Generation” โดย Stephanie Gravalese
บทความ “Born in 2025: How Generation Beta Will Transform the Way We Eat.” จาก pressxpress.org
เรื่อง : ณัฐนิธิ ประเสริฐแท่น