
รู้จัก John McCarthy ผู้วางรากฐาน AI สู่โลกไร้ขีดจำกัดของ Gen Beta
ยุค 50s เป็นช่วงเวลาที่ทั่วโลกเริ่มฟื้นตัวจากสงคราม และยุคของเกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ หลังผ่านพ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 เพียง 5 ปี จำนวนพลเมืองของโลกก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหรือที่เรียกกันว่า “เบบี้บูมเมอร์” (Baby Boomer) คือผู้ที่เกิดในช่วงระหว่างปี 1946-1964 เด็กเจน B ที่เกิดในยุคนั้นถือเป็นรุ่นเปลี่ยนโลกหลังสงคราม เติบโตมาช่วงที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคใหม่ คือโลกในยุคอุตสาหกรรมที่มีการผลิตสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน
เครื่องใช้ไฟฟ้า และรถยนต์เพิ่มมากขึ้น การพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐานต่าง ๆ ถนนหนทาง ไฟฟ้า น้ำประปา มาพร้อมกับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีใหม่ ๆ เกิดยุคของเครื่องรับโทรทัศน์สี วิวัฒนาการของเทปแม่เหล็กคุณภาพสูง ทรานซิสเตอร์ตัวแรก การวางระบบเคเบิลโทรศัพท์ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก หรือสายเคเบิลสื่อสารใต้น้ำ และยุคต้นกำเนิดของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) สมัยใหม่ ที่มี จอห์น แมคคาร์ธี (John McCarthy) นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ และนักคณิตศาสตร์ชาวอเมริกันเป็นผู้บัญญัติคำว่า “ปัญญาประดิษฐ์” ขึ้น จนได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาของปัญญาประดิษฐ์
เขาให้นิยามศัพท์ที่คิดขึ้นว่า “วิทยาศาสตร์และวิศวกรรมที่สร้างความฉลาดให้กับเครื่องจักร” และมีมุมมองว่า การสร้าง AI ถึงระดับที่เสมือนมนุษย์นั้น ต้องทำให้ AI มีสามัญสำนึกในการคิดและทำกิจกรรมต่าง ๆ สามารถเรียนรู้สิ่งรอบตัว ขณะเดียวกัน ก็ต้องนำความรู้เฉพาะทางมาแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเฉพาะเจาะจงได้ด้วย
แมคคาร์ธีเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งโครงการปัญญาประดิษฐ์ให้กับสถาบันเทคโนโลยีแมสซาซูเซตส์ (MIT) และบุกเบิกงานไว้หลากหลายสาขา รวมทั้งพัฒนาสร้างภาษาลิสป์ (LISP) ภาษาคอมพิวเตอร์ขั้นสูงเพื่อใช้ในการวิจัยด้าน AI ที่มีผู้นำไปพัฒนาต่อเป็นภาษา Alisp ช่วยให้หุ่นยนต์สามารถตัดสินใจได้ด้วยตนเองจากองค์ความรู้และการเรียนรู้จากสภาพแวดล้อม เขายังก่อตั้งโครงการปัญญาประดิษฐ์แห่งที่สองในแผนกคณิตศาสตร์ให้กับมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford) ที่เขาสอนอีกด้วย โดยลูกศิษย์ของเขาจากสถาบัน MIT สามารถพัฒนาเขียนโปรแกรมหมากรุกที่สามารถเล่นหมากรุกบนคอมพิวเตอร์ IBM 704 ได้เป็นเครื่องแรก
(null0 / Wikimedia Commons)
เด็ก “ยุคเงียบ” ที่เต็มไปด้วยจินตนาการ เครื่องจักรมีชีวิต
จอห์น แมคคาร์ธี เกิดในปี 1927 ที่เมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา ตรงกับช่วงสงครามและหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ระหว่างปี 1925-1945 ซึ่งเป็นยุคสมัยที่โลกต้องการความสงบและการฟื้นตัวจากสงคราม เด็ก ๆ ในยุคนี้จึงเป็นเจเนอเรชันที่มีความอดทนอดกลั้น เน้นรักษาประเพณีดั้งเดิม ชอบความมั่นคง และเรียบง่าย บทความในนิตยสาร Times ฉบับเดือนพฤศจิกายน 1951 ให้นิยามเจเนอเรชันนี้ว่า “The Silent Generation” หรือ “รุ่นเงียบ” สะท้อนว่าเด็กยุคนี้ค่อนข้างเงียบขรึม ขาดจินตนาการ ไม่สนใจโลก และไม่กล้าเสี่ยง ต่างจากยุคพ่อแม่ของเขาที่กล้าแสดงออกในทางการเมือง
ในเวลานั้นคือช่วงที่บ้านเมืองอยู่ในยุค “สงครามเย็น” มีการต่อสู้ทางความคิดระหว่างลัทธิคอมมิวนิสต์กับทุนนิยมอย่างรุนแรง เช่นเดียวกับครอบครัวของแมคคาร์ธี ที่พ่อกับแม่เป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ โดยจอห์น แพทริก แมคคาร์ธี พ่อของเขาเป็นชาวไอริชคาทอลิก ผู้ก่อตั้งกลุ่มแรงงาน ภายหลังเป็นผู้จัดการฝ่ายธุรกิจให้กับ The Daily Worker หนังสือพิมพ์ที่เป็นกระบอกเสียงของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหรัฐอเมริกา ส่วนแม่ ไอดา แกลตต์ คือผู้อพยพเชื้อสายยิวชาวลิทัวเนีย เป็นนักข่าวประจำสำนักข่าว The Federated Press ก่อนย้ายมาทำงานที่ The Daily Worker และเปลี่ยนอาชีพเป็นนักสังคมสงเคราะห์
ครอบครัวของแมคคาร์ธีอพยพจากบอสตันไปอยู่นิวยอร์ก ก่อนจะย้ายไปที่ลอสแองเจลิส เพื่อพาเขาซึ่งเป็นเด็กที่ป่วยง่ายไปรักษาตัว และเป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาของแทคคาร์ธีทั้งในระดับมัธยมและมหาวิทยาลัย ก่อนเข้าเรียนในระดับมัธยม แมคคาร์ธีเป็นเด็กที่สนใจวิทยาศาสตร์ผ่านการอ่านหนังสือวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กที่ได้รับความนิยมของรัสเซียเรื่อง 100,000 คำถาม ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1933 ระหว่างเรียนมัธยมปลาย เขาเริ่มอ่านหนังสือเกี่ยวกับคณิตศาสตร์สำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 1 และ 2 ของสถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย หรือ Caltech ซึ่งมีชื่อเสียงด้านงานวิจัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมโยธา วิศวกรรมอากาศยาน และวิศวกรรมเครื่องกล เมื่อเข้าเรียนที่แคลเทคในระดับปริญญาตรี ในปี 1944 ทำให้เขาได้รับการเลื่อนชั้นการศึกษาหลักสูตรคณิตศาสตร์ถึง 2 ปี แต่กลับถูกพักการเรียนด้วยเหตุที่ไม่เข้าเรียนวิชาพลศึกษา แมคคาร์ธียังได้ใช้เวลาช่วงหนึ่งในกองทัพสหรัฐฯ และสามารถสำเร็จการศึกษาในปี 1948 พร้อมกับเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน (Princeton) โดยได้รับปริญญาเอกสาขาคณิตศาสตร์ในปี 1951 ซึ่งอิงจากวิทยานิพนธ์ที่แก้ปัญหาสมการเชิงอนุพันธ์ย่อย
หลังสิ้นสุดเส้นทางการศึกษา เขาได้เริ่มต้นสายงานวิชาการเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่พรินซ์ตัน และทำงานที่ศูนย์วิจัย Bell Labs ในช่วงฤดูร้อนปี 1952 ต่อมาได้เป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านคณิตศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford) จนถึงปี 1955 โดยที่สแตนฟอร์ด เขายังคงทำวิจัยต่อเกี่ยวกับสมการเชิงอนุพันธ์และการวิเคราะห์
(Pavel Danilyuk / Pexels)
เส้นทางของนักบุกเบิก AI ยุคใหม่
ระหว่างลงเรียนในบางหลักสูตรที่แคลเทคนั้น แมคคาร์ธีเริ่มสนใจแนวคิดการพัฒนาเครื่องจักรที่สามารถคิดได้เหมือนมนุษย์ ที่แคลเทค เขายังได้พบกับ “มาร์วิน มินสกี” (Marvin Minsky) นักศึกษาปริญญาตรีรุ่นแรกของมหาวิทยาลัยพรินซ์ตันเป็นครั้งแรกอีกด้วย ทั้งคู่มีความสนใจร่วมกันในการสร้างเครื่องจักรให้มีความฉลาด และมีโอกาสร่วมมือกันในเวลาต่อมา ถึงแม้ทั้งสองจะมีแนวทางที่ต่างกัน
ผลงานของแมคคาร์ธีที่ได้รับการตีพิมพ์ชิ้นแรกในบทบาทของบรรณาธิการคือหนังสือชื่อ การศึกษาของออโตมาตา (Automata Studies) ซึ่งเป็นทฤษฎีตรวจสอบเพื่อหาคำตอบของคำถามที่ว่า “คอมพิวเตอร์คืออะไร และมันทำอะไรได้บ้าง” เนื้อหาของหนังสือเป็นการรวบรวมเอกสารและบทความ ซึ่งเขากับคล็อด แชนนอน (Claude Shannon) เป็นบรรณาธิการร่วมกัน แชนนอน เป็นนักวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์คอมพิวเตอร์ ผู้เขียนบทความ “Programming a Computer for Playing Chess” ในปี 1950 โดยเป็นหนึ่งในการนำปัญญาประดิษฐ์ไปใช้ดัดแปลงช่วงยุคแรก ๆ และวางรากฐานโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำหรับเล่นหมากรุก แมคคาร์ธีรู้จักแชนนอนระหว่างทำงานอยู่ที่ศูนย์วิจัย Bell Labs ทั้งสองมีโอกาสร่วมงานกันภายใต้เอกสารชุดหนึ่งที่เกี่ยวกับระบบอัตโนมัติซึ่งได้รับการตีพิมพ์เป็นหนังสือชื่อการศึกษาของออโตมาตา โดยแชนนอนเป็นฝ่ายชักชวนเขาให้มาทำงานชิ้นนี้ร่วมกัน แต่แมคคาร์ธีกลับรู้สึกผิดหวังกับหนังสือเล่มนี้ เนื่องจากเอกสารส่วนใหญ่ที่รวบรวมไว้ในหนังสือนั้น มีเพียง 1-2 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับความสนใจของเขาในเรื่องปัญญาประดิษฐ์ จากปัญหาของงานวิจัยและการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ในสมัยนั้น เป็นเรื่องใหม่ไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก และไม่มีสาขาวิชาของตัวเอง จึงยากต่อการสืบค้นหรือศึกษาเพิ่มเติม ในขณะที่งานของเขาเน้นปัญหาทางญาณวิทยา คือการถามคำถามทางปรัชญาที่เกี่ยวข้องกับความรู้ เช่น ความรู้คืออะไร มีขอบเขตอย่างไร มีแหล่งที่มาจากไหน หรือเราจะให้เหตุผลในการสนับสนุนความรู้อย่างไร
เป้าหมายของแมคคาร์ธี ณ เวลานั้น เขาต้องการศัพท์ที่เป็นคำใหม่ เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นที่จะสามารถรวบรวมและจัดระเบียบงานวิจัยต่าง ๆ ไว้ภายใต้สาขาวิชาเดียว และมุ่งเน้นไปที่การค้นหาวิธีการต่าง ๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาเครื่องจักรที่คิดได้ สามารถเลียนแบบและจำลองสติปัญญาได้ในทุกด้าน หลังจากย้ายไปสอนที่วิทยาลัยดาร์ตมัธ (Darthmouth College) มหาวิทยาลัยของเอกชนในไอวีลีกในสหรัฐอเมริกาแล้ว แมคคาร์ธีจึงทำให้ชื่อของปัญญาประดิษฐ์เริ่มเป็นที่ยอมรับของคนที่ทำงานในสาขานี้ รวมทั้งประชาชนทั่วไป จากข้อเสนอเพื่อศึกษาเรื่องปัญญาประดิษฐ์ในระยะเวลา 2 เดือน โดยในปี 1955 แมคคาร์ธี กับเพื่อนนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์อีก 3 คน คือ มินสกี แชนนอน และ นาธาเนียล โรเชสเตอร์ (Nathaniel Rochester) ได้เสนองบประมาณสนับสนุนจากมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ (Rockefeller Foundation) เพื่อจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ
แมคคาร์ธีเขียนถึงข้อเสนอให้มีการประชุมว่า “การศึกษาจะดำเนินต่อไปตามข้อสันนิษฐานที่ว่า ทุกแง่มุมของการเรียนรู้หรือคุณลักษณะอื่นใดของสติปัญญา สามารถอธิบายได้อย่างแม่นยำจนสามารถสร้างเครื่องจักรจำลองได้”
การประชุมที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในวิทยาการคอมพิวเตอร์ นำมาสู่การประชุมเชิงปฏิบัติการในปี 1956 ที่ค่ายฤดูร้อนรางวัล “โครงการวิจัยฤดูร้อน Darthmouth เกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์” หรือเรียกกันว่า การประชุมดาร์ตมัธ จัดขึ้นที่วิทยาลัยดาร์ตมัธ มีผู้เข้าร่วม 10 คน เป็นเวลา 2 เดือนนับแต่เดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม
โดยรูปธรรม การประชุมดาร์ตมัธที่เกิดขึ้นในค่ายฤดูร้อนครั้งนั้น ยังถือว่ามองไม่เห็นหนทางของความคืบหน้าในงานที่เกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ ผลของการประชุมจบลงด้วยการพูดคุยและการอภิปราย แต่ก็นับได้ว่าเป็นแนวคิดที่น่าสนใจ กระตุ้นความคิด และน่าตื่นเต้นสำหรับผู้ร่วมงานในครั้งนั้น
ทว่า จุดเริ่มต้นของการทำงานอย่างจริงจัง และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางกว่า คือเหตุการณ์ของต้นกำเนิด AI อย่างเป็นทางการ ภายใต้การขับเคลื่อนของศัพท์ใหม่ที่ถูกบันทึกไว้แล้วนับแต่วันนั้น แม้แชนนอนจะชอบใช้คำว่า “การศึกษาระบบอัตโนมัติ” มากกว่า หรืออัลเลน นิวเวลล์ (Allen Newell) และเฮอร์เบิร์ต เอ. ไซมอน (Herbert A. Simon) ผู้พัฒนาทฤษฎีตรรกะจะสร้างโปรแกรมปัญญาประดิษฐ์ตัวแรกได้สำเร็จหลังประชุมที่ดาร์ตเมาท์ ทั้งคู่ก็ยังเคยชินกับการใช้คำว่า “การประมวลผลข้อมูลที่ซับซ้อน” อยู่หลายปี
(Steve Johnson / Unsplash)
รังสรรค์งานเพื่อเป้าหมาย
แมคคาร์ธีให้ความสนใจกับทุกเรื่องที่เกี่ยวกับคณิตศาสตร์ แต่ที่ผ่านมา เขาไม่มีความคิดหรือพยายามจะเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์มาก่อน กระทั่งปี 1955 IBM บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกก็ตัดสินใจที่จะสร้างคอมพิวเตอร์ IBM 704 เพื่อใช้ในการศึกษาวิจัยที่ MIT วิทยาลัยอื่น ๆ ในนิวอิงแลนด์ และ IBM เอง
ปี 1958 แมคคาร์ธีย้ายไปที่สถาบัน MIT เขาได้ร่วมกับมินสกีก่อตั้งโครงการปัญญาประดิษฐ์ขึ้นที่สถาบันแห่งนี้ โดยมีงานบุกเบิกเกิดขึ้นในหลากหลายสาขา และเป็นครั้งแรกที่แมคคาร์ธีเริ่มตระหนักถึงความจำเป็นของการเขียนภาษาโปรแกรมใหม่ เพื่อใช้ในงานวิจัยด้านปัญญาประดิษฐ์
ปลายปีเดียวกัน เขาได้ใช้เวลาเขียนโปรแกรม AI ชื่อ ลิสป์ (LISP) ให้กับ IBM 704 สำหรับการคำนวณด้วยนิพจน์ ซึ่งถูกใช้คำนวณสัญลักษณ์ในแคลคูลัสเชิงอนุพันธ์และปริพันธ์ ทฤษฎีวงจรไฟฟ้า ตรรกะทางคณิตศาสตร์ และ AI และมีผู้นำไปพัฒนาต่อเป็นภาษา Alisp เพื่อช่วยให้หุ่นยนต์สามารถตัดสินใจได้ด้วยตนเองจากความรู้ และการเรียนรู้จากสภาพแวดล้อม
วันที่ 1 มีนาคม 1960 คู่มือภาษาลิสป์ได้รับการเผยแพร่เพื่อโปรแกรมเมอร์ สำหรับเนื้อหาในคู่มือ มีการอธิบายภาษาลิสป์อย่างละเอียดที่เริ่มกันตั้งแต่พื้นฐาน
ปัจจุบันในสาย AI เป็นที่รู้กันดีว่า ลิสป์เป็นภาษาแม่ของ AI ที่เก่าแก่ที่สุดเป็นอันดับสองรองจาก FORTRAN และยังเป็นภาษาระดับสูงที่เก่าแก่กว่าภาษาสูงอื่น ๆ ที่ยังคงใช้กันอยู่ในทุกวันนี้ เหมาะต่อการพัฒนา AI ที่ต้องจัดการกับกฎ และการประมวลผลสัญลักษณ์
ที่ MIT ระบบแบ่งเวลาการใช้คอมพิวเตอร์ (CTSS) คืออีกหนึ่งผลงานที่แมคคาร์ธีนำเสนอแนวคิดการพัฒนาให้กับสถาบันแห่งนี้ในช่วงปี 1957 และปี 1958 เพื่อนำไปใช้กับคอมพิวเตอร์ หลังจากสังเกตการพัฒนาระบบป้องกันภัยทางอากาศ (SAGE) ซึ่งริเริ่มโดยกลุ่มคอมพิวเตอร์ที่ MIT ระบบนี้ทำให้ผู้ใช้หลายคนสามารถแชร์คอมพิวเตอร์เครื่องเดียวพร้อมกันได้ อีก 4 ปีต่อมา แนวคิดนี้มีผลในทางปฏิบัติ เมื่อถูกนำไปใช้ที่ MIT รวมถึงระบบในรุ่นหลัง ๆ ที่เขาช่วยสร้างให้กับสถาบันต่าง ๆ อีกหลายแห่ง รวมถึงที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดด้วย ระบบ CTSS ยังนำไปสู่โครงการ MAC ที่ปฏิวัติวงการคอมพิวเตอร์ของ MIT ในปี 1963 และอีกหลาย ๆ แห่งที่เปลี่ยนมาใช้ระบบนี้
นับเป็นความก้าวหน้าที่ช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพของการประมวลผลแบบกระจายได้อย่างมาก และมีอายุก่อนยุคของระบบคลาวด์คอมพิวติงนานหลายทศวรรษ
(Google DeepMind / Unsplash)
โปรแกรมที่มีสามัญสำนึก
ปี 1960 แมคคาร์ธี เขียนบทความเรื่อง “โปรแกรมที่มีสามัญสำนึก” ซึ่งวางหลักการของปรัชญาการเขียนโปรแกรมของเขา และบรรยายถึง “ระบบที่จะพัฒนาสติปัญญาของมนุษย์”
ในวัย 35 เขากลับไปสอนหนังสือที่สแตนฟอร์ดอีกครั้งแบบเต็มเวลาในช่วงปลายปี 1962 ในตำแหน่งศาสตราจารย์ประจำภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ ภาควิชาคณิตศาสตร์ และเริ่มโครงการปัญญาประดิษฐ์ใหม่ที่นี่ไปด้วยกัน ไม่นานนัก โครงการของเขาได้รับงบประมาณสนับสนุนจากหน่วยงานโครงการวิจัยขั้นสูงของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (ARPA ต่อมาเรียกว่า DARPA) และริเริ่มพัฒนาระบบแบ่งเวลาแบบใช้จอแสดงผลระบบแรกที่เรียกว่า Thor ซึ่งรวมเอาคุณสมบัติมากมายที่พบในคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลสมัยใหม่มาใช้ ต่อมาจึงมีผู้นำไปพัฒนาเป็นระบบการเรียนการสอนด้วยความช่วยเหลือของคอมพิวเตอร์
อีก 3 ปีต่อมา ภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ของสแตนฟอร์ดได้แยกตัวเป็นอิสระจากภาควิชาคณิตศาสตร์ แมคคาร์ธีได้รับการสนับสนุนจาก ARPA เพิ่มขึ้น ซึ่งรวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกด้านคอมพิวเตอร์มูลค่ากว่าหนึ่งล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 1971 โครงการปัญญาประดิษฐ์ของสแตนฟอร์ดได้กลายมาเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกด้านคอมพิวเตอร์แห่งแรกในโลกที่มีหน้าจอนำมาสู่ยุคคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ การเข้าถึงกล้องวิดีโอต่าง ๆ ในห้องปฏิบัติการ และการรับชมรายการสดทางโทรทัศน์ได้
แมคคาร์ธีได้รับความสนใจจากการจัดการแข่งขันหมากรุกคอมพิวเตอร์พร้อมกัน 4 ครั้งในปี 1966 ผ่านโทรเลขกับคู่ต่อสู้ในรัสเซีย การแข่งขันซึ่งใช้หมากรุกฝ่ายละสองตัว กินเวลานานหลายเดือน เขาแพ้สองนัดและเสมอสองนัด เขากล่าวในภายหลังว่า หมากรุกและเกมกระดานอื่น ๆ ถือเป็น "แมลงวันผลไม้แห่งปัญญาประดิษฐ์" โดยอ้างอิงถึงชื่อทางวิทยาศาสตร์ของแมลงวันผลไม้ ที่มีความสำคัญในการศึกษาด้านพันธุศาสตร์เช่นกัน ในเวลาต่อมา เขาพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ "มือและตา" เครื่องแรก โดยคอมพิวเตอร์สามารถมองเห็นบล็อก 3 มิติได้จริงผ่านกล้องวิดีโอ และควบคุมแขนหุ่นยนต์เพื่อทำแบบฝึกหัดการซ้อนและจัดเรียงได้แบบง่าย ๆ
(Google DeepMind / Pexels)
ห้องปฏิบัติการ SAIL
เมื่อโครงการปัญญาประดิษฐ์ และโครงการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องของแมคคาร์ธีเติบโตขึ้น เขาจึงได้ตั้งห้องปฏิบัติการปัญญาประดิษฐ์สแตนฟอร์ด (SAIL) สำหรับการวิจัยของตัวเอง งานส่วนใหญ่ของเขาคือการติดตามแนวคิดที่เขาเคยเสนอครั้งแรกในเอกสารก่อนหน้านี้เรื่อง “โปรแกรมที่มีสามัญสำนึก" ซึ่งงานด้านปัญญาประดิษฐ์ของเขาส่วนใหญ่ที่สแตนฟอร์ด มุ่งเน้นที่การใช้เหตุผลตามสามัญสำนึกซึ่งมีปัญหาในการนำมาใช้
ความสำเร็จด้านหุ่นยนต์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดที่ SAIL ซึ่งถึงแม้แมคคาร์ธีจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับงานด้านหุ่นยนต์ แต่เขาก็ให้การสนับสนุนค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องนี้ คือการประกอบปั๊มน้ำแข่งของรถยนต์รุ่น T Ford ที่ใช้ระบบการมองเห็นและกลไกมือไฟฟ้า
SAIL ถือเป็นตัวอย่างของชุมชนทางการคิดที่มีความโดดเด่น ในช่วงปลายทศวรรษ 1960 และ 1970 ผู้คนที่อยู่ในชุมชน SAIL ประกอบด้วยทั้งคณาจารย์ นักศึกษา และเจ้าหน้าที่ พวกเขาสามารถบรรลุเป้าหมายของงานด้วยเงินทุนที่เพียงพอ ทั้งคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพ อุปกรณ์ต่อพ่วง และซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับการพัฒนาที่ SAIL
(Google DeepMind / Unsplash)
ปล่อยให้ดอกไม้นับพันแบ่งบาน
ทั้งรากฐานสำหรับอินเทอร์เฟซผู้ใช้แบบกราฟิกและเครื่องพิมพ์ การเรียงพิมพ์และการพิมพ์ด้วยคอมพิวเตอร์ การจดจำเสียง การมองเห็นด้วยคอมพิวเตอร์และหุ่นยนต์ ดนตรีคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่มีอยู่ทั่วไปในปัจจุบัน ต่างมีจุดเริ่มต้นมาจากสิ่งอำนวยความสะดวกของ SAIL และ SAIL เองก็ถือเป็นหนึ่งในโหนดแรก ๆ บนอาร์พาเน็ต (ARPANET) เครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานได้เครือข่ายแรก ที่ต่อมากลายเป็นรากฐานของอินเทอร์เน็ตสมัยใหม่
ปลายปี 2000 แมคคาร์ธีเกษียณตัวเองที่อายุ 73 ปี เขายังคงใช้ชีวิตบั้นปลายอยู่กับการพัฒนาและบันทึกแนวคิดใหม่ ๆ และเสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2011 ในวัย 84 ปี ณ บ้านพักในสแตนฟอร์ด
พัฒนาการของ AI ในวันนี้ก้าวมาไกลและใกล้จะบรรลุวิสัยทัศน์ที่แมคคาร์ธีเคยวาดไว้ จากความสำเร็จของ Deep Blue ของ IBM ที่ทำลายกำแพงด้วยการเอาชนะแชมป์หมากรุกโลกชาวรัสเซีย สู่ AlphaGo ผู้พิชิตแชมป์หมากล้อมระดับโลก จนถึงผู้ช่วยอัจฉริยะในชีวิตประจำวันอย่าง Siri, Alexa หรือ Google Home ที่เปลี่ยนการใช้ชีวิตของเราให้สะดวกสบายและง่ายขึ้นในทุกมิติ
เจเนอเรชันเบต้า (Beta Generation) จะเติบโตมาพร้อมกับ AI ที่ผสานเข้าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน เช่นเดียวกับที่อินเทอร์เน็ตและสมาร์ทโฟนได้เปลี่ยนแปลงโลกของเรามาแล้ว โลกในวันพรุ่งนี้กำลังก้าวเข้าสู่ยุค AI-First ที่พร้อมจะสร้างประสบการณ์และโอกาสใหม่ ๆ ที่น่าตื่นเต้นไม่รู้จบให้เราได้ติดตามในตอนต่อไป
ที่มา : บทความ “A Very Short History Of Artificial Intelligence (AI)” โดย Gil Press
บทความ “John McCarthy American mathematician and computer scientist Actions” โดย The Editors of Encyclopaedia Britannica
บทความ “JOHN MCCARTHY” จาก amturing.acm.org
บทความ “JOHN MCCARTHY (1927-2011)” โดย Nils J. Nilsson
บทความ “The 1950s Science and Technologygy: Topics in the News” จาก encyclopedia.com
เอกสาร “Early Artificial Intelligence Projects A Student Perspective” Part of NSF's Recovering MIT's AI Film History Project โดย Heather Knight, August 2006
บทความ “Stanford’s John McCarthy, seminal figure of artificial intelligence, dies at 84” จาก engineering.standford.edu
เรื่อง : อรุณี เอี่ยมสิริโชค